ธุรกิจที่ซื้อสินค้าหรือบริการมักได้รับส่วนลดสองรูปแบบที่ดูคล้ายกันแต่มีผลทางบัญชีและภาษีต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ "ส่วนลดจากผู้ขาย" ที่ปรากฏในใบกำกับภาษี และ "ส่วนลดจากโค้ดส่วนลด" ที่แพลตฟอร์มหรือระบบการตลาดออกให้ บทความนี้อธิบายความแตกต่าง วิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง และผลกระทบต่อภาษีมูลค่าเพิ่มที่นักบัญชีและเจ้าของธุรกิจ
ส่วนลดจากผู้ขาย คืออะไร?
ส่วนลดจากผู้ขาย (Trade Discount / Seller Discount) คือส่วนลดที่ผู้ขายให้โดยตรงกับผู้ซื้อ ณ เวลาที่ทำธุรกรรม เช่น ลูกค้าสั่งสินค้าจำนวนมากจึงได้ส่วนลด 10% หรือผู้ขายลดราคาพิเศษให้ลูกค้าประจำ
ลักษณะสำคัญคือส่วนลดนี้จะ ปรากฏอยู่ในใบกำกับภาษีโดยตรง ทำให้ยอดเงินที่ใช้คำนวณ VAT และมูลค่าสินค้าเป็นราคาหลังหักส่วนลดแล้ว
ตัวอย่าง
ซื้อสินค้าราคาปกติ 10,000 บาท ผู้ขายให้ส่วนลด 10% = 1,000 บาท
ราคาสุทธิในใบกำกับภาษี = 9,000 บาท + VAT 7% = 9,630 บาท
ผู้ซื้อจ่ายเงินจริง 9,630 บาท และนำภาษีซื้อ 630 บาทไปขอคืนได้
ส่วนลดจากโค้ดส่วนลด คืออะไร?
ส่วนลดจากโค้ด (Coupon / Discount Code / Voucher) คือส่วนลดที่ออกโดยแพลตฟอร์ม ระบบการตลาด หรือบริษัทผู้ออกโค้ด ซึ่งอาจไม่ใช่ผู้ขายโดยตรง เช่น โค้ดส่วนลดจาก Shopee, Lazada, บัตรเครดิต หรือระบบ CRM ของบริษัท
ลักษณะสำคัญคือโค้ดเหล่านี้มักถูกหักออกหลังจากที่คำนวณราคาเต็มแล้ว และในบางกรณี ไม่ปรากฏในใบกำกับภาษี หรือปรากฏในลักษณะที่ต่างออกไป ทำให้มูลค่าที่ใช้คำนวณ VAT อาจยังเป็นราคาเต็มอยู่

ผลกระทบต่อภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
นี่คือจุดที่ต้องระวังมากที่สุด เพราะมีผลต่อการยื่น VAT ทุกเดือน
กรณีส่วนลดจากผู้ขาย
ราคาในใบกำกับภาษีเป็นราคาสุทธิหลังหักส่วนลดแล้ว VAT คำนวณจากยอดนั้น ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีตัวเลข VAT ตรงกัน ไม่มีความซับซ้อน
กรณีส่วนลดจากโค้ด
ต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้ออกโค้ด
กรณีที่ 1 — ผู้ขายออกโค้ดเอง เช่น ออกโปรโมชั่นใน LINE OA ของตัวเอง
ควรหักส่วนลดออกก่อนออกใบกำกับภาษี เหมือนส่วนลดจากผู้ขายปกติ
กรณีที่ 2 — แพลตฟอร์มออกโค้ดให้ เช่น Shopee Voucher, บัตรเครดิตคืนเงิน
ใบกำกับภาษีมักออกในราคาเต็ม แพลตฟอร์มรับผิดชอบส่วนลดส่วนนั้นเอง ผู้ขายต้องบันทึกรายได้ตามราคาเต็มในใบกำกับภาษี แต่บันทึกค่าใช้จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าส่วนลดให้แพลตฟอร์มแยกต่างหาก
วิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง
ฝั่งผู้ซื้อ
ส่วนลดจากผู้ขาย
บันทึกมูลค่าสินค้าตามราคาในใบกำกับภาษี (ราคาสุทธิหลังหักส่วนลดแล้ว) ไม่ต้องบันทึกส่วนลดแยก
Dr. สินค้า / ค่าใช้จ่าย 9,000
Dr. ภาษีซื้อ 630
Cr. เจ้าหนี้ / เงินสด 9,630
ส่วนลดจากโค้ด (กรณีใบกำกับภาษีออกราคาเต็ม)
บันทึกสินค้าราคาเต็ม แล้วรับรู้ส่วนลดเป็นรายได้อื่นหรือหักจากต้นทุน
Dr. สินค้า / ค่าใช้จ่าย 10,000
Dr. ภาษีซื้อ 700
Cr. เจ้าหนี้ / เงินสด 10,700
และเมื่อได้รับส่วนลดคืน:
Dr. เงินสด / เงินฝาก 1,000
Cr. รายได้อื่น / ส่วนลดรับ 1,000
ฝั่งผู้ขาย
ส่วนลดจากผู้ขาย
รับรู้รายได้จากราคาสุทธิ ไม่ต้องบันทึกส่วนลดแยก
Dr. ลูกหนี้ / เงินสด 9,630
Cr. รายได้ 9,000
Cr. ภาษีขาย 630
ส่วนลดจากโค้ดที่ตัวเองออก
บางธุรกิจบันทึกรายได้เต็ม แล้วบันทึกค่าใช้จ่ายส่วนลดแยก เพื่อให้เห็น gross revenue และ discount ชัดเจนใน P&L
Dr. ลูกหนี้ / เงินสด 9,630
Dr. ค่าใช้จ่ายส่วนลด 1,000
Cr. รายได้ 10,000
Cr. ภาษีขาย 630
ข้อควรระวังสำหรับธุรกิจ E-Commerce
ธุรกิจที่ขายผ่านหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop มักเจอปัญหานี้บ่อย เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีนโยบายส่วนลดและการออกใบกำกับภาษีที่ต่างกัน สิ่งที่ต้องทำคือ
- ตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีออกในราคาเท่าไหร่ ราคาเต็มหรือราคาหลังหักส่วนลด
- แยกประเภทส่วนลด ให้ชัดเจนในระบบบัญชี ว่ารายการไหนเป็น trade discount และรายการไหนเป็น promotional discount
- อย่าใช้ยอด VAT จากการคำนวณเองโดยไม่ดูใบกำกับภาษีจริง เพราะอาจทำให้ภาษีซื้อที่ขอคืนผิดพลาด
หัวใจสำคัญคือ ดูที่ใบกำกับภาษีเสมอ ราคาและ VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีคือตัวเลขที่ใช้บันทึกบัญชีและยื่นภาษี ส่วนลดที่ไม่ปรากฏในเอกสารต้องบันทึกแยกต่างหากเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าได้รับโค้ดส่วนลดจากบัตรเครดิต เงินที่ได้คืนถือเป็นรายได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับการจัดประเภท ถ้าเป็นการซื้อเพื่อใช้ในกิจการ อาจบันทึกเป็นการลดต้นทุนหรือรายได้อื่น ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อความถูกต้อง
ผู้ขายออกส่วนลดหลังจากออกใบกำกับภาษีไปแล้ว ต้องทำอย่างไร?
ต้องออก ใบลดหนี้ (Credit Note) เพื่อปรับลดมูลค่าในใบกำกับภาษีเดิม ห้ามแก้ไขใบกำกับภาษีที่ออกไปแล้วโดยตรง
ส่วนลดเงินสด (Cash Discount) ที่ให้เมื่อลูกค้าชำระเงินเร็ว ถือเป็นส่วนลดแบบไหน?
ส่วนลดเงินสดถือเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Financial Discount) ไม่ใช่ trade discount บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหรือส่วนลดจ่าย และไม่กระทบ VAT ในใบกำกับภาษีเดิม
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจ SME ในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง